ร้อยไหมคืออะไร อันตรายไหม มีข้อดี มีข้อเสียอะไรบ้าง อยู่ได้กี่เดือน

หากพูดถึงหัตถการยกกระชับที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว ชัดเจน การร้อยไหมถือหัตถการที่ให้ผลลัพธ์โดดเด่นด้านยกกระชับมากกว่าหัตถการแบบอื่นๆ เพราะการร้อยไหมสามารถยกกระชับได้ถึงชั้น SMAS และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวกระชับอิ่มฟูขึ้น เห็นผลลัพธ์หลังทำได้ทันที สำหรับใครอยากรู้ว่าบริการร้อยไหมว่าดีจริงไหม ปลอดภัยหรือไม่ มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง ในบทความนี้มีคำตอบ

บทความโดย หมอวิน นพ. วีรยุทธ พานิชสาส์น

อยากรู้อะไร เลือกอ่านตามหัวข้อได้เลย

ร้อยไหม คืออะไร ?

การร้อยไหม คือหัตถการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด แต่ทำโดยการใช้เข็มนำไหมละลายที่มีเงี่ยงซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยึดเกาะกับเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง สอดลงไปใต้ชั้นผิวหนังบริเวณที่มีความหย่อนคล้อย เพื่อให้เส้นไหมเกี่ยวยึดติดกับเนื้อเยื่อ เมื่อแพทย์ดึงเส้นไหมก็จะเกิดการยกกระชับขึ้นตามที่ต้องการ

นอกจากนี้การร้อยไหมยังสามารถกระตุ้นคอลลาเจนทำให้เกิดเป็นเส้นใยอิลาสตินช่วยประคองผิว หลังการร้อยไหมจึงเห็นผลลัพธ์ที่ดูยกกระชับ ผิวแน่น ดูอิ่มฟูขึ้นทันที ซึ่งเส้นไหมที่ร้อยเข้าไปจะอยู่ได้ประมาณ 4 – 18 เดือน จากนั้นจะสลายไปได้เองตามธรรมชาติ โดยที่ไม่ทิ้งสารตกค้างไว้ในร่างกาย

รีวิว ร้อยไหมยกกระชับหน้าเรียว

รีวิวหลังร้อยไหม COLLAGEN ยกกระชับแก้มห้อย

ร้อยไหมช่วยเรื่องอะไรบ้าง

การร้อยไหมเป็นหัตถการที่ให้ผลลัพธ์ในเรื่องของการยกกระชับผิว ที่ได้รับความนิยมสูงมาก เพราะสามารถแก้ไขความหย่อนคล้อยของผิวได้หลากหลายตำแหน่ง เห็นผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพทันทีหลังทำ อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูและยังแก้ไขปัญหาอื่นๆ ของผิวได้อีกหลายกรณี ตัวอย่างเช่น

  • ร้อยไหมหน้าเรียว ช่วยปรับรูปหน้าให้ยกกระชับ ทำให้เห็นกรอบหน้าชัดเจน หน้าดูเรียวขึ้น
  • ร้อยไหมยกมุมปาก ช่วยให้มุมปากดูยกกระชับ แก้ไขปัญหาปากคว่ำ ร่องน้ำหมากดูตื้นขึ้น
  • ร้อยไหมร่องแก้ม ยกกระชับกระเปาะแก้มที่หย่อนคล้อย ทำให้รอยพับร่องแก้มจางลง ลดความลึกของร่องแก้มให้ดูตื้นขึ้น
  • ร้อยไหมยกหางตา แก้ปัญหาหนังตาตก ช่วยยกหางตาให้เฉี่ยวขึ้น ช่วยยกหางคิ้วให้สวยได้รูป
  • ร้อยไหมจมูก ช่วยปรับสันจมูกให้ดูโด่งขึ้น แก้ปัญหาจมูกบานหรือปลายจมูกตก ช่วยลดขนาดปีกจมูก ทำให้สันจมูกโด่ง พุ่ง เรียว มีมิติคมชัดมากยิ่งขึ้น
  • ร้อยไหมหน้าผาก ช่วยลดรอยพับ ริ้วรอยหน้าผาก ทำให้หน้าผากดูเต็งตึงขึ้น
  • ร้อยไหมคอลลาเจน ช่วยแก้ปัญหาผิวหลวม ผิวหย่อนคล้อย ลดริ้วรอย ผิวแน่นดูอิ่มฟู และเรียบเนียนขึ้น
  • ร้อยไหมเหนียง ช่วยลดความหย่อนคล้อยของเหนียงใต้คาง ทำให้กรอบหน้าดูชัดขึ้น
  • ร้อยไหมใต้ตา ช่วยให้ผิวใต้ตาดูเรียบเนียน แก้ปัญหาใต้ตาลึก ช่วยลดริ้วรอยและถึงใต้ตา

ร้อยไหมเหมาะกับใครบ้าง?

การร้อยไหม เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย โดยส่วนมากจะพบในช่วงอายุตั้งแต่ 30-60 ปี หรือผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาแก้มห้อย อยากยกคิ้ว ยกหางตาตก มีริ้วรอย ปรับรูปทรงจมูก และต้องยกกระชับใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ลง ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วโดยไม่ต้องผ่าตัด

ใครบ้างที่ไม่เหมาะสำหรับร้อยไหม?

การร้อยไหมถึงแม้จะเป็นหัตถการที่ปลอดภัย แต่ก็มีบุคคลบางกลุ่มที่ไม่เหมาะกับการร้อยไหม เช่นคนที่เคยฉีดสารเหลวหรือซิลิโคนเหลวบนใบหน้า คนที่มีแก้มตอบมากๆ หรือคนที่ไขมันบนหน้าเยอะเกินไป คนที่ผิวหนังติดเชื้อในบริเวณที่จะเปิดรูร้อยไหม และคนที่กรามใหญ่ ดังนั้นจึงควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อพูดคุยถึงปัญหาและวิเคราะห์รูปหน้าก่อน เพราะผลลัพธ์การทำหัตถการจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

วัสดุที่ใช้ทำเส้นร้อยไหม มีกี่ชนิด

เส้นไหม ที่ถูกนำมาทำหัตถการร้อยไหมในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ นั่นก็คือ ไหมละลาย และไหมไม่ละลาย ซึ่งวัสดุที่ถูกนำมาใช้ในการทำเส้นไหมจะมีดังนี้

ไหมละลาย

  • PDO (Polydioxanone) เป็นไหมที่ได้รับความนิยมใช้มากที่สุด ทำมาจาก Polydioxanone หรือ PDO มีลักษณะเป็นเส้นสีน้ำเงิน มีความยืดหยุ่นสูง สามารถสลายได้เอง 100% ทางการแพทย์นำมาใช้เพื่อศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ เป็นเส้นไหมที่ปลอดภัย ไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองจากอย. ไทย ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 4-8 เดือน
  • PLLA (Polylactate) เป็นเส้นไหมที่มีมีลักษณะสีขาวใส มีความแข็งแรงแต่ไม่มีความยืดหยุ่น เปราะหักง่าย หลังการร้อยไหมมักพบปัญหาเส้นไหมขาด หรือไหมทะลุบ่อย ทำให้ได้รับความนิยมค่อนข้างจำกัด ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 18-24 เดือน
  • PCL (Polycaprolactone) เป็นเส้นไหมที่มีลักษณะเส้นใหญ่มีสีขาวขุ่น ตัวไหมมีความยืดหยุ่นสูง เนื่องจากมีการส่วนผสมของ PLLA ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อทำให้เส้นไหมมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 14-18 เดือน

ไหมไม่ละลาย

  • ไหมพลาสติก เป็นไหมประเภทพอลิโพรไพลีน (Polypropylene) ซึ่งในอดีตทางการแพทย์มีไว้สำหรับใช้เย็บแผล แต่ทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น เกิดการอักเสบบริเวณปมไหม ไหมเปราะหักง่าย ทำให้ได้ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน และไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ในปัจจุบันจึงไม่เป็นที่นิยม
  • ไหมทองคำ เป็นไหมที่นำทองคำบริสุทธิ์ 99.9% มาเป็นองค์ประกอบในการดึงหน้า ซึ่งในปัจจุบันไม่มีผลิตแล้ว เนื่องจากตัวไหมไม่ละลาย และไม่ทนต่อความร้อน เมื่ออยู่ไปนานๆ จึงทำให้ใบหน้าเกิดการผิดรูปและเกิดการแพ้ได้ อีกทั้งคนไข้ที่ร้อยไหมชนิดนี้ยังมีปัญหาเวลา x-ray และไปไม่สามารถทำ CT Scan หรือ MRI ได้ เพราะไหมเป็นโลหะจึงดูดซับความร้อน

 

การร้อยไหมถือเป็นหัตถการยกกระชับที่เห็นผลลัพธ์ดีกว่าหัตถการอื่นๆ แต่ควรเลือกวัสดุไหมที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ร้อยไหมกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อผลลัพธ์ที่ดี

ลักษณะของเส้นไหมที่ใช้ในปัจจุบัน

ไหมก้างปลา หรือไหมเงี่ยง เป็นไหมที่มีเงี่ยงออกจากเส้นไหมอาจมีเงี่ยง 1 หรือ 2 ทิศทาง ไว้ยึดเกาะกับผิวหนัง จุดเด่นสามารถล็อกผิวได้ดีกว่าไหมเรียบ ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยได้ดี มีให้เลือก 2 แบบ คือเงี่ยงแบบบาก และแบบหล่อ

  • ไหมเรียบ (Mono threads) เป็นไหมที่มีลักษณะเรียบไม่มีเงี่ยงสำหรับเกาะผิว เด่นในเรื่องของการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ช่วยฟื้นฟูผิวอิ่มฟู ผิวดูแน่นขึ้น เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหลวม ผิวหย่อนยาน
  • ไหมกรวย เป็นไหมที่มีลักษณะกรวย 3 มิติ เหมือนกรวยไอศกรีม ทำจากวัสดุ PLLA เส้นค่อนข้างเล็ก จึงมีแรงยกกระชับน้อยและราคาสูงมาก จึงไม่ค่อยนิยม
  • ไหมเกลียว (Screw threads) เป็นไหมชนิดเดียวกับไหมแบบเรียบ แต่ลักษณะของไหมจะพันเป็นเกลียวรอบเข็ม มีเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นเกลียวเข้าด้วยกัน มีความแข็งแรงกว่าไหมเรียบ ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน และเพิ่มวอลลุ่มให้ผิวแต่หลังร้อยไหมอาจมีปัญหาเรื่องบวมช้ำ
  • ไหมคอลลาเจน เป็นไหมละลายเส้นเล็ก ผิวเรียบ (mono) เป็นไหมชนิดแรก ๆ ที่นำมาใช้ในการร้อยไหม ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ผิวหนัง ในบริเวณรอบๆ เส้นไหม แต่ต้องใช้ไหมจำนวนมาก ต้องร้อยไหม 20-40 เส้น ถึงได้ผลลัพธ์ที่ดี
  • ไหมอิตาลี เป็นเส้นไหมชนิดพิเศษที่ผสมผสานกันระหว่าง PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ซึ่งเป็นวัสดุที่ทำให้เส้นไหมมีความยืดหยุ่น ช่วยยึดเกาะผิวได้ดี แข็งแรงไม่เปราะแตกง่าย นอกจากนี้เส้นไหมยังมีคุณสมบัติกระตุ้นคอลลาเจนได้ดีกว่าไหมละลายทั่วไป มีความอุ้มน้ำได้ดีจึงช่วยทำให้ผิวกระชับอิ่มฟู ดูสุขภาพดี
  • ไหมมิ้นท์ (Mint Lift) ผลิตจากวัสดุ Polydioxanone (PDO) เป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยสูง มีลักษณะโครงสร้างหมุด 3D ที่มีเงี่ยงไหม 360 องศา ทำหน้าที่คล้ายตะขอสำหรับดึงผิวไปในทิศที่ต้องการ เกาะผิวได้แน่น มีแรงยกกระชับผิวได้ดี ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ให้กับผิว มีความปลอดภัยสูง
  • ไหมตาข่าย (Tesslift Soft) เป็นไหมที่มีลักษณะที่พิเศษกว่าไหมชนิดอื่น ตรงที่มีเงี่ยงไหม 2 ชั้น เป็นเส้นใยโครงตาข่ายล้อมรอบตัวไหม 360 องศา และมีเส้นใยโครงตาข่ายล้อมรอบอีกชั้น ทำยกกระชับผิวหย่อนคล้อยได้ดีมาก มีความปลอดภัยผ่านการรับรองจาก CE Approved (European Conformity)

ไหมแบบไหนดีสุด

การร้อยไหมมีหลายแบบ ซึ่งเส้นไหมแต่ละแบบจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน การร้อยไหมเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาแต่ละปัญหาอาจจะต้องใช้ไหมที่ต่างกัน แต่เส้นไหมที่ได้รับความนิยมจะเป็นเส้นไหมที่เงี่ยงยื่นออกมา เนื่องจากช่วยยึดเกาะกับเนื้อเยื่อผิวดี สามารถยกกระชับได้มาก เห็นผลลัพธ์ได้ทันที และช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นใต้ผิวได้ดี และที่สำคัญคือใช้จำนวนของเส้นไหมน้อยกว่าไหมเรียบธรรมดา

เข็มร้อยไหมแต่ละแบบ แตกต่างกันอย่างไร

ในการร้อยไหม จะมีเข็มที่นิยมใช้ในการร้อยไหม 2 ชนิดด้วยกัน คือ เข็มปลายแหลมและเข็มปลายทู่ เพื่อนำเส้นไหมเข้าสู่ชั้นผิว ซึ่งเข็มทั้งสองแบบจะมีคุณสมบัติที่ต่างกันอย่างชัดเจน โดยแพทย์จะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพผิวของคนไข้มากที่สุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการยกกระชับที่ดี

เข็มปลายแหลม

ร้อยไหมด้วยเข็มปลายแหลมจะผ่านผิวเข้าไปได้ง่าย เพราะปลายเข็มจะตัดผ่านเนื้อเยื่อทำให้เกิดช่องใต้ผิวเงี่ยงไหมจึงเกาะผิวได้ไม่แน่นเท่ากับการใช้เข็มปลายทู่ และยังเสี่ยงที่ปลายเข็มจะตัดโดนเส้นเลือดใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดโอกาสบวมเลือด ทำให้แพทย์ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เหมาะสำหรับคนไข้ที่ผิวหนา หรือคนไข้ที่เป็นหลุมสิว รูขุมขนกว้าง และมีพังผืดใต้ผิวการทำศัลยกรรม

เข็มปลายทู่

การร้อยไหมด้วยเข็มปลายทู่ สามารถช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการบาดเจ็บของเส้นเลือดและเส้นประสาทได้ สามารถหลบเส้นเลือดใหญ่ๆ ได้ดีกว่าเข็มปลายแหลม นอกจากนี้ยังทำให้เกิดช่องว่างในชั้นผิวน้อยเงี่ยงไหมจึงแน่นกว่า และช่วยลดการบวมช้ำได้ เหมาะสำหรับคนที่มีผิวบางมากๆ หรือคนที่มีผิวบวมช้ำง่าย

ร้อยไหม มีข้อดี ข้อเสีย อย่างไรบ้าง

การร้อยไหมยกกระชับใบหน้า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งคนไข้ที่กำลังจะตัดสินใจต้องทราบดังนี้

ร้อยไหมน่าทำไหม อันตรายไหม?

การร้อยไหมเป็นหัตถการที่ไม่อันตราย ถ้าหากร้อยด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการร้อยไหม และใช้ไหมละลายที่ผ่านการรับรองจาก อย. รวมไปถึงการใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง สะอาดปลอดภัย ทำในคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ปลอดเชื้อ ซึ่งช่วยจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น

โดยทั่วไปแล้วการร้อยไหมจะให้ผลลัพธ์ประมาณ 4-18 เดือน (ขึ้นกับชนิดของไหม) จากนั้นเส้นไหมจะสลายไป 100% โดยไม่มีสารที่เป็นอันตรายตกค้างในร่างกาย การร้อยไหมจึงเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง

ร้อยไหมทั่วหน้าต้องใช้ไหมกี่เส้น

จำนวนเส้นไหมที่ใช้จะขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและชนิดไหมที่เลือกใช้ เช่นการร้อยไหมก้างปลา หรือไหมเงี่ยง จะใช้ประมาณ 6-10 เส้น สำหรับร้อยไหมคอลลาเจน หรือไหมเรียบจะใช้ประมาณ 20-40 เส้น

ขั้นตอนการร้อยไหม ใช้เวลากี่นาที

การร้อยไหมตั้งแต่เริ่มจนเสร็จ จะใช้เวลาประมาณ 60 นาที ซึ่งถือว่าใช้เวลาไม่นานเมื่อเทียบกับการผ่าตัด โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. แพทย์ทำการประเมินรูปหน้าว่ามีปัญหาต้องแก้ไขอะไรบ้าง เพื่อระบุชนิดของไหมและจำนวนเส้นไหมที่จะร้อย
  2. ล้างทำความสะอาดใบหน้า ล้างเครื่องสำอาง และแปะยาชาทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
  3. แพทย์ทำการฉีดยาชาเพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บในขณะร้อยไหม
  4. แพทย์เริ่มร้อยไหมเข้าไปในชั้นผิว ตรงบริเวณที่กำหนดไว้ บริเวณใต้ชั้นผิวหนังชั้น SMAS ในขณะนี้คนไข้อาจจะรู้สึกถึงเส้นไหมขณะร้อย และเมื่อแพทย์ดึงไหมขึ้นก็จะเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงได้ทันที

 

ข้อปฏิบัติและการดูแลตัว ก่อน-หลัง ร้อยไหม?

การเตรียมก่อนทำ

  • ก่อนการร้อยไหมควรงดยาและวิตามินหรืออาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน, NSAIDs, ginseng และ Vitamin E เพราะอาจส่งผลต่ออาการบวมช้ำมากกว่าปกติ
  • ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดการสูบบุหรี่ และกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดมาก ก่อนการร้อยไหม 24 ชั่วโมง
  • เข้าปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปัญหาที่ต้องการแก้ไข และวางแผนการรักษา ตามที่ได้ทำการนัดหมายกับคลินิกหรือโรงพยาบาล
  • แจ้งประวัติการแพ้ยา หรือมีโรคประจำตัว รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • หลังการปรึกษาแพทย์หากพร้อมแล้วสามารถร้อยไหมได้เลย
  • หากมีปัญหาผิวหนังอักเสบ หรือเป็นสิวรุนแรง ควรรักษาให้หายดีก่อนการร้อยไหม
  • ควรร้อยไหมหลังจากที่นัดทันตแพทย์ทำฟัน เพราะหลังการร้อยไหมไม่สามารถอ้าปากกว้างประมาณ 4 สัปดาห์
  • สระผมให้สะอาดก่อนเข้ารับบริการร้อยไหม

การดูแลตัวเองหลังทำ

  • หลังร้อยไหมอาจมีอาการบวมแดง เขียวช้ำ ในจุดที่ร้อยไหมได้เป็นปกติ แนะนำทานยาแก้ปวด ลดบวมตามที่แพทย์สั่ง และประคบบ่อยๆ ลดความบวม ซึ่งอาการจะหายไปเองใน 3-5 วัน
  • ช่วง 3 วันแรก ให้งดการอ้าปากกว้างหรือขยับใบหน้าเยอะๆ เพราะอาจทำให้ไหมเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งได้
  • งดการแกะ เกา กด นวด คลึง บริเวณที่ร้อยไหม 2-4 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้หน้าอักเสบ ติดเชื้อ และไหมเคลื่อนที่ได้
  • ระวังไม่ให้แผลบริเวณที่ร้อยไหมโดนน้ำ 2 วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • งดการทำเลเซอร์ร้อน และหัตถการอื่น ๆ รวมถึงการเล่นโยคะ การออกกำลังกายหนัก การอบซาวน่า นวดหน้า หรือทำ Treatment อย่างน้อย 4 สัปดาห์
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ รวมถึงของหมักดอง อาหารรสจัด 1-2 สัปดาห์ หลังการร้อยไหม

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำ

  • หลังการอาจมีอาการบวมเจ็บ บวมช้ำจากเข็ม และการฉีดยาชา หรือเลือดที่ออกจากกระบวนการร้อยไหม ซึ่งสามารถหายได้เองใน 5-7 วัน
  • หลังการร้อยไหมอาจมีอาการตึงหน้า หรือเสียวบริเวณปลายเส้นไหม ถือเป็นอาการปกติจะค่อยๆ หายไปใน 3-5 วัน
  • หลังการร้อยไหมอาจเกิดรอยบุ๋มบนใบหน้าได้ หากผิวมีความหย่อนคล้อยมากๆ แต่จะหายได้เองภายใน 1 เดือน

 

ส่วนผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายมักเกิดจากการร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง ใช้ไหมไม่ได้มาตรฐาน หรือทำหัตถการโดยแพทย์ที่ขาดประสบการณ์ ดึงไหมตึงเกินไป จนทำให้ไหมทะลุ ไหมขาด เนื้อเยื่อเกิดการ มีการติดเชื้อ พบได้บ่อยในเคสที่ร้อยไหมกับหมอกระเป๋า

ร้อยไหม ราคาเท่าไหร่?

การร้อยไหมมีหลายราคาขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของแต่ละคลินิก ซึ่งทางคลินิกจะคิดราคาตามชนิดของเส้นไหม และจำนวนไหมที่ใช้ โดยจะมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น

รวมคำถามที่พบบ่อย

ร้อยไหมกี่วันเห็นผล ?

หลังการร้อยไหมคนไข้จะสามารถเห็นผลการยกกระชับได้ทันที และเห็นการยกกระชับชัดเจนหลังจากใบหน้าเข้าที่ จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน

ร้อยไหมต้องฉีดยาชาหรือไม่ เจ็บไหม ?

การร้อยไหมจำเป็นต้องฉีดยาชาทุกเคส เพราะการร้อยไหมเป็นหัตถการที่ต้องใช้เข็มแทงลงไปใต้ผิวหนังชั้นลึก ซึ่งคนไข้อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยในขณะฉีดยาชา แต่ก่อนการฉีดยาชาหากคนไข้กังวลก็ชาสามารถขอแปะยาชาก่อนได้

ร้อยไหมแก้ปัญหาหน้าไม่เท่ากันได้ไหม ?

การร้อยไหมสามารถแก้ปัญหาหน้าไม่เท่ากัน จากการที่แก้มย้อยหรือแก้มหย่อนได้ โดยแพทย์จะทำการสอดไหมเข้าไปในตำแหน่งที่ต้องการแก้ปัญหา จากนั้นใช้แรงดึงไหมทั้งสองข้างเพื่อให้ผิวยกกระชับขึ้นมาใกล้เคียงกันมากที่สุด

มีโรคประจำตัวร้อยไหมได้ไหม ?

สำหรับคนไข้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไทรอยด์เป็นพิษ และโรคแพ้ภูมิตัวเอง ควรปรึกษาคุณหมอก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย ซึ่งโดยส่วนมากแพทย์จะไม่แนะนำให้ร้อยไหม

หลังร้อยไหมกี่วันถึงทำหัตถการอื่นๆได้

สำหรับหัตถการที่ไม่ได้ใช้ความร้อนลงสู่ชั้นผิว เช่น เมโสหน้าใส เมโสแฟต ฉีดโบท็อกซ์ สามารถทำได้หลังการร้อยไหม 7-14 วัน แต่การทำเลเซอร์หรือหัตถการใช้ความร้อนลงผิวชั้นลึก สามารถทำได้หลังการร้อยไหมครบ 1 เดือน

ร้อยไหมอยู่ได้นานไหม ?

ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 4-18 เดือน ขึ้นอยู่กับเทคนิคและชนิดของไหมที่เลือกใช้ เช่น ไหมประเภท PDO อยู่ได้ประมาณ 4-8 เดือน ไหมประเภท PCL อยู่ได้ประมาณ 14-18 เดือน ไหมประเภท PLLA อยู่ได้ประมาณ 18-24 เดือน

ร้อยไหมต้องทำซ้ำเพื่อป้องกันหน้าเหี่ยวหรือไม่ ?

ไม่จริง เพราะการร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเส้นใย elastin ที่จะช่วยประคองผิว หลังร้อยไหมผิวจึงแน่นกระชับกว่าเดิม

สรุปเรื่องการร้อยไหมหน้าเรียว ปลอดภัยจริงไหม

การร้อยไหม ถือเป็นหัตถการที่ปลอดภัยและเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที โดยเส้นไหมที่ใช้เป็นวัสดุทางการแพทย์ที่ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากอย. สามารถช่วยยกกระชับผิว แก้ปัญหาคิ้วตก แก้มห้อย กรอบหน้าไม่กระชับ และช่วยปรับรูปทรงจมูกได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่การร้อยไหมจะต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านการปรับรูปหน้า และทำในคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัย